เมื่ออายุเพิ่มขึ้น กระดูกของเราจะค่อย ๆ สูญเสียความหนาแน่นตามธรรมชาติประมาณ 0.5–1% ต่อปี โดยเฉพาะผู้หญิงหลังวัย 40 ปีหรือหลังหมดประจำเดือนที่อาจสูญเสียมวลกระดูกเร็วขึ้นถึง 3–5% ต่อปี หากไม่ดูแลให้ดี อาจเสี่ยง กระดูกบาง ข้อเสื่อม ปวดหลังเรื้อรัง หรือกระดูกหักง่ายกว่าปกติ
แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ การดูแลกระดูกให้แข็งแรงไม่จำเป็นต้องทำอะไรยุ่งยากเลย เพียงแค่ปรับพฤติกรรมพื้นฐานในชีวิตประจำวันให้ถูกต้อง คุณก็สามารถรักษามวลกระดูกและลดความเสี่ยงโรคกระดูกในระยะยาวได้
ในบทความนี้คือ 5 พฤติกรรมสำคัญที่ทำง่าย และควรเริ่มวันนี้เพื่อสุขภาพกระดูกในอนาคต
กระดูกของเราทำจากแคลเซียมเป็นส่วนใหญ่ การรับประทานแคลเซียมไม่เพียงพอเป็นสาเหตุสำคัญของกระดูกพรุนในวัยผู้ใหญ่ ขณะเดียวกัน วิตามินดี มีหน้าที่ช่วยดูดซึมแคลเซียมจากอาหารเข้าสู่ร่างกาย หากขาดวิตามินดี แม้กินนมเยอะแค่ไหนก็ไม่เกิดประโยชน์
ผู้ใหญ่ทั่วไป: แคลเซียม 800–1,000 มก./วัน
ผู้สูงอายุ หรือสตรีวัยหมดประจำเดือน: 1,000–1,200 มก./วัน
วิตามินดี: 600–800 IU/วัน
นม โยเกิร์ต ชีส
ปลาเล็กปลาน้อย (กินได้ทั้งกระดูก)
งาดำ เต้าหู้ ไข่
ผักใบเขียว เช่น คะน้า บร็อกโคลี
แสงแดดอ่อนช่วงเช้า 10–15 นาที (ไม่ต้องแช่นาน)
ปลาแซลมอน ไข่แดง เห็ด
นมเสริมวิตามินดี
หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ มากเกินไป เพราะคาเฟอีนขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม
ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้การเผาผลาญแคลเซียมสมดุล
การออกกำลังกายเป็นวิธีเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกได้ดีที่สุด เพราะช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์กระดูกใหม่ และลดการสูญเสียมวลกระดูกตามวัย
แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
เหมาะมากสำหรับเพิ่มมวลกระดูก
เดินเร็ว
วิ่งเหยาะ ๆ
เต้นแอโรบิก
ขึ้นลงบันได
กระโดดเชือกเบา ๆ
ช่วยรองรับแรงกดของกระดูก
ยกดัมเบล
ฝึกเวทเทรนนิ่ง
ใช้ยางยืดออกกำลัง
ฝึกสควอท / ลันจ์
สัปดาห์ละ 3–5 วัน
ครั้งละ 20–30 นาที
ช่วยให้กระดูกหนาแน่นขึ้น
ลดความเสี่ยงลื่นล้มเพราะกล้ามเนื้อและการทรงตัวดีขึ้น
ลดอาการปวดหลังและเข่า
น้ำหนักตัวส่งผลต่อกระดูกอย่างมาก
อ้วนเกินไป → กระดูกและข้อ โดยเฉพาะหัวเข่าและข้อเท้าต้องแบกรับน้ำหนักมาก เสื่อมเร็ว
ผอมเกินไป → มีไขมันและมวลกล้ามเนื้อน้อย ทำให้กระดูกบางและแตกง่าย
ควรรักษา BMI ระหว่าง 18.5–24.9
หากน้ำหนักเกิน ให้ลดอย่างปลอดภัย เช่น
ควบคุมอาหาร
เน้นโปรตีน
หลีกเลี่ยงน้ำตาลและอาหารทอดมัน
กล้ามเนื้อที่แข็งแรงจะช่วยรองรับและกระจายน้ำหนัก ลดแรงกดที่ลงกระดูกโดยตรง ทำให้กระดูกเสื่อมช้าลง
หลายพฤติกรรมทำให้ร่างกายสูญเสียมวลกระดูกเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว หากเลี่ยงได้จะช่วยชะลอการเสื่อมของกระดูกอย่างมาก
สูบบุหรี่
ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกระดูกลดลง กระดูกซ่อมแซมช้ากว่าปกติ
ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
แอลกอฮอล์รบกวนการดูดซึมแคลเซียม ทำให้กระดูกหักง่าย
ดื่มกาแฟมากกว่า 2–3 แก้วต่อวัน
คาเฟอีนเร่งการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ
นั่งนานเกิน 3–4 ชั่วโมงโดยไม่ลุกขยับ
ลดการไหลเวียนเลือด ส่งผลให้กระดูกและข้อเสื่อมเร็วกว่าคนที่เคลื่อนไหวสม่ำเสมอ
ลดน้ำหนักเร็วจนเกินไป
ทำให้เสียทั้งน้ำหนักและมวลกระดูก
ตั้งนาฬิกาปลุกให้ลุกเดินทุก 45 นาที
ดื่มน้ำให้พอ ลดน้ำหวานและเครื่องดื่มอัดลม
เลิกบุหรี่และลดแอลกอฮอล์
เลือกกาแฟแบบ non–caffeine บางวันเพื่อให้ร่างกายพัก
โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่มักตรวจพบเมื่อ “สายเกินไป” เพราะไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจนจนกระดูกหัก ปัญหานี้พบมากในผู้หญิงวัย 40–60 ปี และผู้สูงอายุทุกเพศ
อายุ 40 ปีขึ้นไป
มีประวัติครอบครัวกระดูกพรุน
ผอมมาก (BMI ต่ำกว่า 18.5)
สูบบุหรี่ประจำ
ดื่มแอลกอฮอล์ทุกสัปดาห์
มีอาการปวดหลังบ่อย ๆ หรือหลังค่อมลง
Bone Density Test (DEXA Scan)
เป็นการวัดความหนาแน่นของกระดูกอย่างแม่นยำ ช่วยให้ทราบว่าอยู่ในระดับ
ปกติ
กระดูกบาง
กระดูกพรุน
และเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับแพทย์ในการให้คำแนะนำดูแลกระดูกที่เหมาะสมที่สุด
กระดูกของเราสามารถแข็งแรงได้แม้อายุมากขึ้น เพียงใส่ใจพฤติกรรมสำคัญในชีวิตประจำวัน ได้แก่
รับแคลเซียมและวิตามินดีให้พอ
ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักเป็นประจำ
ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์
หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้กระดูกเสื่อมเร็ว
ตรวจสุขภาพกระดูกเป็นประจำ
หากทำได้ครบทั้ง 5 ข้อนี้ โอกาสเกิดกระดูกพรุน การเสื่อมของข้อ และการปวดหลังเรื้อรังจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้จะอายุ 50–60 ปีขึ้นไปก็ยังคงเคลื่อนไหวได้คล่องตัว แข็งแรง และใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่
ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัด
เปลี่ยนข้อเข่าและสะโพกเทียม
16/3 ถ.รอบเวียงประดูกลอง ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา 56000
©2025. Kankavee Ortho Clinic